12.12.2009

นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ









นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง”

ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วันเวลาจัดแสดง วันที่ 10 ธันวาคม 2552 – 31 มกราคม 2553 (หยุดทุกวันจันทร์)
เวลา 10.00 – 21.00 น.
สถานที่ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
(ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสยามและสนามกีฬาแห่งชาติ)

installation-twist and shout-



สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย TWIST AND SHOUT

หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง กรุงเทพฯ ร่วมกับเจแปนฟาวน์เดชั่น นำเสนอนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” โดยศิลปินร่วมสมัยที่โดดเด่นชาวญี่ปุ่น นิทรรศการศิลปะนี้เป็นการแนะนำอย่างเป็นทางการให้สาธารณชนรู้จักกับผลงานของ ศิลปินญี่ปุ่น ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) อย่างเช่น การ์ตูนมังงะ และการ์ตูนอนิเมะ โดยเน้นให้เหhถึงแนวทางสังคมและกระแสใหม่น่าสนใจที่เกิดขึ้น ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ผลงานอันหลากหลายที่นำมา จัดแสดงถูกคัดสรรโดย เคนจิ คูโบตะ ภัณฑารักษ์อิสระ และ โยโกะ โนเสะ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โตโยต้า มิวนิซิเพิล โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” นี้เป็นการสำรวจ ผลงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นถึงหลากหลายแง่มุมทั้งกรอบ ความคิดและสังคมของคนร่วมสมัย จากงานจิตรกรรม ศิลปะการจัดวาง วิดีโออาร์ต ประติมากรรม ภาพถ่าย หรือแม้แต่หุ่นยนต์ขนาดใหญ่สูงกว่า 7 เมตรตามด้วยหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว นิทรรศการร่วมสมัยนี้นำเสนองานทัศนศิลป์ที่ประกอบด้วยรายละเอียดทางศิลปะที่ เปี่ยมไปด้วยพลังในการสร้างสรรค์ และแฝงความหมายล้ำลึกเกี่ยวเนื่องกับสังคมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น




นิทรรศการนี้จะเป็นการรวบรวมผลงานกว่า 40 ชิ้นจากศิลปินญี่ปุ่น 17 คน
รายชื่อศิลปินคูซามะ ยาโยอิ (Kusama Yayoi)ยาโนเบะ เคนจิ (Yanobe Kenji)อาอิดะ มาโกโตะ (Aida Makoto)โอดานิ โมโตฮิโกะ (Odani Motohiko)ยามาโมโต เคอิสุเกะ (Yamamoto Keisuke)คาเนอุจิ เทปเปอิ (Kaneuji Teppei)ชิบะ มาซายะ (Chiba Masaya)อาโอยามะ ซาโตรุ (Aoyama Satoru)อาโอกิ ริวโกะ (Aoki Ryoko)อิสุมิ ทาโร (Izumi Taro)โนบิ อานิกิ (Nobi Aniki)ทัตสุ นิชิ, ทัตสุ รอรส์ (Tatzu Nishi, Tatzu Rors)อาเมมิยา โยสุเกะ (Amemiya Yosuke)ชิกา ลิเอโกะ (Shiga Lieko)ทากามิเนะ ทาดาสุ (Takamine Tadasu)มิยาจิมา ทาสุโอะ (Miyajima Tatsuo)เอ็นโดะ อิชิโระ (Endo Ichiro)

เปิดให้ผู้ สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ถึง 10 มกราคม 2553
ณ ห้องนิทรรศการชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
เวลา ทำการ 10.00 น. – 21.00 น. วันอังคารถึงวันอาทิตย์ ( หยุดทุกวันจันทร์ )

11.29.2009

after and after party





สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย TWIST AND SHOUT

สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย TWIST AND SHOUT

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ ร่วมกับเจแปนฟาวน์เดชั่น นำเสนอนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” โดยศิลปินร่วมสมัยที่โดดเด่นชาวญี่ปุ่น นิทรรศการศิลปะนี้เป็นการแนะนำอย่างเป็นทางการให้สาธารณชนรู้จักกับผลงานของศิลปินญี่ปุ่น ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) อย่างเช่น การ์ตูนมังงะ และการ์ตูนอนิเมะ โดยเน้นให้เห็นถึงแนวทางสังคมและกระแสใหม่น่าสนใจที่เกิดขึ้น ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ผลงานอันหลากหลายที่นำมาจัดแสดงถูกคัดสรรโดย เคนจิ คูโบตะ ภัณฑารักษ์อิสระ และ โยโกะ โนเสะ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โตโยต้า มิวนิซิเพิล โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” นี้เป็นการสำรวจ ผลงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นถึงหลากหลายแง่มุมทั้งกรอบความคิดและสังคมของคนร่วมสมัย จากงานจิตรกรรม ศิลปะการจัดวาง วิดีโออาร์ต ประติมากรรม ภาพถ่าย หรือแม้แต่หุ่นยนต์ขนาดใหญ่สูงกว่า 7 เมตรตามด้วยหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว นิทรรศการร่วมสมัยนี้นำเสนองานทัศนศิลป์ที่ประกอบด้วยรายละเอียดทางศิลปะที่เปี่ยมไปด้วยพลังในการสร้างสรรค์ และแฝงความหมายล้ำลึกเกี่ยวเนื่องกับสังคมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น นิทรรศการนี้จะเป็นการรวบรวมผลงานกว่า 40 ชิ้นจากศิลปินญี่ปุ่น 17 คน

รายชื่อศิลปินคูซามะ ยาโยอิ (Kusama Yayoi)ยาโนเบะ เคนจิ (Yanobe Kenji)อาอิดะ มาโกโตะ (Aida Makoto)โอดานิ โมโตฮิโกะ (Odani Motohiko)ยามาโมโต เคอิสุเกะ (Yamamoto Keisuke)คาเนอุจิ เทปเปอิ (Kaneuji Teppei)ชิบะ มาซายะ (Chiba Masaya)อาโอยามะ ซาโตรุ (Aoyama Satoru)อาโอกิ ริวโกะ (Aoki Ryoko)อิสุมิ ทาโร (Izumi Taro)โนบิ อานิกิ (Nobi Aniki)ทัตสุ นิชิ, ทัตสุ รอรส์ (Tatzu Nishi, Tatzu Rors)อาเมมิยา โยสุเกะ (Amemiya Yosuke)ชิกา ลิเอโกะ (Shiga Lieko)ทากามิเนะ ทาดาสุ (Takamine Tadasu)มิยาจิมา ทาสุโอะ (Miyajima Tatsuo)เอ็นโดะ อิชิโระ (Endo Ichiro)

เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมระหว่างวันที่ 19 พฤศจิกาย
น 2552 ถึง 10 มกราคม 2553
ณ ห้องนิทรรศการชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
เวลาทำการ 10.00 น. – 21.00 น. วันอังคารถึงวันอาทิตย์ ( หยุดทุกวันจันทร์ )

10.10.2009

Nipan Oranniwesna - "Narrative Floor"




"Narrative floor" ผลงานระหว่างติดตั้งหนึ่งในสามชิ้นในนิทรรศการเดี่ยว "Being.....at homE" ที่จะเปิดแสดงที่ osage kwun tong (Hong Kong) ในวันที่ 21 ส.ค.- 21 ต.ค.2552 ...ผลงานประกอบด้วย wooden module จำนวน 25 ชิ้น (ขนาดแต่ละmodule: 120x120x10 cm) บนพื้นไม้เจาะคว้านเป็นรูปหยดน้ำแล้วติดภาพถ่าย+เรซินที่มีผิวนูนใส...คนดู ถอดรองเท้าเดิน(ดู)บนผลงาน....






10.03.2009

I am a Thai Graphic Designer

หลายคนคงตั้งคำถามว่าการที่คนกลุ่มหนึ่งออกมาบอกต่อสังคมว่า พวกเขาเป็นใครนั้น…พวกเขาทำไปเพื่ออะไร แล้วจะมาบอกกล่าวกันทำไม ทั้งทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยก็รู้อยู่แล้วว่ามีอาชีพนี้อยู่ในสังคม…โครงการนี้เริ่มต้นจากสังคมเล็กๆ ในสำนักงานออกแบบแห่งหนึ่ง ที่ชักชวนกันในวงแคบๆแสดงสถานะบางอย่างออกไปบนพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ด้วยมุมมองเล็กๆ ที่เกิดมาจากการประกอบวิชาชีพและแวดวงการเรียนการสอน เรามองร่วมกันว่า นอกเหนือจากบทบาทที่ให้บริการงานออกแบบเพื่อเลี้ยงชีพอยู่นั้น ยังมีพื้นที่อื่นๆ ในสังคมที่นักออกแบบกราฟิกสามารถมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่นั้นๆ ได้อีก… บ่อยครั้งที่เรารับหน้าที่เป็นผู้คอยรับใช้ในการนำเสนอข้อสรุปจากนโยบายบริหาร จนทำให้เรายึดถือเป็นสถานะที่แท้จริงของเรา แล้วก็บ่อยครั้งที่เราพบว่าเรามักจะถูก จำกัดคุณภาพของผลงานจากข้อสรุปหรือพวกเราเรียกมันให้ดูดีว่า ‘โจทย์’ จึงทำให้หลายครั้งที่เราคิดว่าคงจะดีไม่น้อยถ้าเรามีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ‘โจทย์’นั้นๆ… ดังนั้นการชูป้ายของเราในกลุ่มเล็กๆผ่านสังคมออนไลน์ จึงเป็นเพียงแค่การแสดงออก ไปว่า“ ‘ฉันคือใคร’ ‘ฉันทำอาชีพอะไร’ และ
‘ฉันมีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่ฉันทำ’ ” โดยคาดหวังการตอบสนองเพียงแค่ให้คนที่เห็นสามารถรับรู้ถึงการดำรงอยู่และมีท่าทีกับมัน ดังนั้นท่าทีของแต่ละคนที่พบเห็นการแสดงออกของพวกเราย่อมแตกต่างระดับกัน ตั้งแต่การมองผ่านเลย การมองเป็นเรื่องสนุกขำขันการตั้งคำถาม และการให้ร่วมมือ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการพบเห็นการแสดงออกเหล่านี้ในเบื้องต้นผ่านคนไม่กี่คน ย่อมมีความแตกต่างทั้งเนื้อหาและพ
ลังในการสื่อสารเมื่อเทียบกับความร่วมมือจำนวนมากผ่านเว็บไซต์และสื่อสิ่งพิมพ์ในอีกไม่กี่เดือนต่อมา

ผลงานที่ส่งเข้าร่วมมีมากกว่า 1,000 ผลงาน ท่าทีต่างๆ ที่ตอบสนองเข้ามานั้นหลากหลายมากจน “เรา” ในฐานะกลุ่มคนเริ่มต้นก็ไม่สามารถตอบแทนทุกๆ คนได้ว่าแต่ละคนต้องการนำเสนออะไร เรารู้แต่เพียงว่าการเข้าร่วมที่มากขึ้นเรื่อยๆ นั้น
ทำให้ความหมายนั้นกว้างและคลุมเครือตามไปด้วย กิจกรรมนี้กำลังเติบโตด้วยตัวมันเองและมีพลังอย่างมากในการสื่อสารที่เป็นปัจเจกภายใต้เงื่อนไขร่วมกัน ถ้าลองวิเคราะห์ผลงานทั้งหมดเราอาจจะพบเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น การแสดงตั
วตนอย่างเข้มแข็งถึงความเป็นนักออกแบบ, การนำเสนอเอกลักษณ์ของกราฟิกแบบไทยและแบบไทยๆ,การนำเสนอปัญหาหรือข้ออึดอัดในการเป็นนักออกแบบกราฟิก, การแสดงจุดยืนในการเป็นนักออกแบบ, การแสดงความสัมพันธ์กับนักออกแบบหรืองานออกแบบ,การแสดงความฝันหรือ จุดมุ่งหมายที่จะประกอบอาชีพ, การแสดงบุคลิกเฉพาะ,การมุ่งเสนอคุณภาพความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์และทักษะการออกแบบ,การแสดงบทบาทผู้ชื่นชมหรือสนับสนุน, การร่วมสนุก ฯลฯ การแสดงออกที่หลากหลายเหล่านี้ จะปรากฏสู่สาธารณะอีกครั้งในรูปแบบ นิทรรศการและเป็นพื้นที่สาธารณะจริงๆ
พื้นที่ในศูนย์การค้าใจกลางเมืองจะมี นักออกแบบกราฟิกพันคนมารวมตัวกันเพื่อนำเสนอว่า“ ‘ฉันคือใคร’ ‘ฉันทำอาชีพอะไร’ และ ‘ฉันมีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่ฉัน
ทำ’ ” ซึ่งเนื้อหาและวิธีการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป และเมื่อ “สังคม” (รวมนักออกแบบกราฟิกกันเองด้วย)ได้รับรู้แล้วว่า “ ‘เราคือใคร’ ‘เราทำอาชีพอะไร’ และ ‘เรามีท่าทีอย่างไรกับสิ่งที่เราทำ’ ”
จากนั้น ‘สังคม’ จะมีท่าทีอย่างไรกับนักออกแบบกราฟิกและงานออกแบบกราฟิก…เพราะในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม วิชาชีพนี้ทำได้ตั้งแต่ร่วมคิดนโยบายจนถึงการรับใช้ข้อสรุปของนโยบายนั้น ขึ้นอยู่กับว่า… “
สังคมเห็นคุณค่าและศักยภาพหรือไม่?”ถ้าคำตอบคือ “เห็น” ก็จะถามต่อว่า… “สังคมใช้ประโยชน์จากศักยภาพนั้นได้คุ้ม(คุณ)ค่าหรือไม่”
… จากนั้น…คงเป็นเรื่องของเราทุกคน.


In spite of actually knowing what the profession is, someone wonders when a group of people tell the society who they are, for what they do and why they say. This project originally started in an office by communicating within a small group through online public space. As a viewpoint of work and education, we believe there are some spaces where graphic designers can be a part, share their ideas as well as show their ability of art. According to our responsibility for presenting the conclusion of administrative policy, it finally becomes our job status. Therefore, it is often found that our work quality has been limited by the summary or that we call “question.” We think then how good it is, if we have an opportunity to express our opinion to that one. As the result, it is just the way we do through the cyber world in order to show “who I am, what I do and how I appear at it.” We only expected somebody see and feel it, but anyway each person will certainly have different appearance: someone does not be interested in it; someone thinks it is funny; someone looks it with questions; or someone would like to be a part of the project. Definitely, it cannot be denied that the initial manner of people’s expression was not the same both in details and communications, while we compared to loads of interest in the following months.

More of 1,000 pieces of work are so various that the content of project is expanded but unclear. That is as same as the current status of graphic designers then. When we analyzed all works, the variety of contents would be found such as the identity of typical Thai graphic, the self of graphic designers, the problems of being them, their positions, their relation to the others and works, their dreams and objectives, the specific characters, their creation and skills, playing the roles as admirers or supporters, and so on. All pieces of works will be exhibited in the downtown department store on the theme “who I am, what I do and how I appear at it” with the various contents and methods of each person. When “the society” (including graphic designers) knows “who we are, what we do and how we appear at the way we do,” it depends on how “it” reflects the view on the profession and works. As a part of the society, we can form a concept and comply with it. That subjects to how the society views whether value and ability of Thai graphic designers are good enough. If “yes,” the next question will be “ the ability is valuable used, isn’t it?”

– further, it depends on all of us……

8.12.2009

Super Handler






“Art Handler”


คือคำตอบของพวกเขาเมื่อถูกถามว่า สิ่งที่ทำอยู่เรียกว่าอาชีพอะไร

พวกเขาอาจกลายเป็นช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างไม้ คนงานก่อสร้าง พนักงานขนย้าย หากในชีวิตของพวกเขาขาด ‘ศิลปะ’

ในขณะที่พวกเขามีโอกาสโด่งดังในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ไฟแรง ถ้าเลือกเดินบนเส้นทางสุนทรียะสายนี้ หากแต่พวกเขาไหวตัวทันกับความแออัดของจำนวนประชากรเลือดอาร์ทติส จึงขอเปลี่ยนเลนและสูดอากาศโปร่งๆ ให้ชุ่มปอดดีบนถนนสายข้างๆ ดีกว่า

“นักศึกษาศิลปะในเมืองไทยเยอะมาก ในขณะที่คนที่ประสบสำเร็จจริงๆ มีไม่กี่คน พวกเราสนใจและเรียนศิลปะกันมาอยู่แล้ว จึงมองไปอีกช่องทางหนึ่งที่อยู่ในวงการนี้เหมือนกัน

“วงการศิลปะต้องการมากกว่าศิลปินและการโชว์งาน เพราะก่อนการจัดนิทรรศการมีขั้นตอนและผู้คนเกี่ยวข้องด้วยมากมาย ทั้งภัณฑารักษ์ นักเขียนบทความ ส่วนพวกเราสนใจว่านิทรรศการที่ดีควรเริ่มต้นจากอะไรบ้าง”

เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ รวมทั้งเหล่าศิลปินที่ไว้ใจและว่ายวานพวกเขาให้ติดตั้ง ขนย้าย บริหาร จัดการ ควบคุม ช่วยเหลือ ดูแลขั้นตอนการจัดนิทรรศการที่ผลงานบางชิ้นสนนราคาหลายแสน!

“ถ้าเป็นศิลปินแนวศิลปะร่วมสมัยของเมืองไทย พวกเราเจอมาหมดแล้ว เช่นงานศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง คุณพิณรี สัณฑ์พิทักษ์, อ.อารยา ราษฎร์จำเริญสุข และอ.มณเฑียร บุญมา ซึ่งมีไม่กี่คนที่มีโอกาสจับงานเหล่านี้”

แพงกว่าแบล็กเบอรี่ แพงกว่ารถ แพงกว่าบ้าน แพงกว่าโบนัส แพงอย่างไม่มีเหตุผล แต่เป็นเรื่องของคุณค่าทางจิตใจล้วนๆ สิ่งของประเภทนี้ศิลปินตระหนักดีกว่าคงวานตาสี ตาสา ลุงมี ลุงมา ช่วยแขวนรูป ทำไลท์บล็อก ติดไฟ จัดแสง จัดวาง เช็คสเปซ ทำโครงสร้าง ฯลฯ ไม่ได้หรอก

“อย่างการติดตั้งงานครั้งล่าสุดในแกลเลอรี่ งานครั้งนั้นสิ่งที่ศิลปินอยากได้ไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่เขาต้องการกล่องไลท์บล็อกสี่เหลี่ยมที่ถูกคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าแสงที่ส่องออกมามันสม่ำเสมอเท่ากันหมด

“เมื่อก่อนเขาอาจจะใช้นักศึกษา อาสาสมัครหรือช่างทั่วไปในการติดตั้งงาน หรือบางทีศิลปินทำกันเองก็มี แต่ในความเป็นสากลหรือในต่างประเทศ เขามีกลุ่มและอาชีพอย่างพวกเรากันอยู่แล้ว”เปลี่ยนวิกฤตให้เป็น
โอกาส คือประโยคที่ผุดขึ้นมาในหัวหลังจากจบบทสนทนา

“ความสามารถทางศิลปะของพวกเราน้อยกว่า แต่มีความสามารถทางด้านการจัดการมากกว่า”

พีม, เบน, น้ำ, ปูน,บอย ใช้ชุดความคิดนี้มาตลอด 3 ปีตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่ม Supernormal จากเพื่อนร่วมภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพ กลายเป็นเพื่อนร่วมบริษัท Supernormal Studio Co., LTD และรับติดตั้งงานนิทรรศการศิลปะในแกลเลอรี่ไปจนถึงอีเว้นท์แนวอาร์ทและดีไซน์ทั่วราชอาณาจักร จนกลายเป็น Art Handler กลุ่มแรกในเมืองไทยที่ซีเรียสจริงจัง เพราะไม่ทำมาหากินกับงานด้านอื่นแล้ว!


“คณะของเราไม่ได้แยกเป็นประติมากรรมหรือจิตรกรรม เขาใช้คำว่าทัศนศิลป์ ซึ่งความสามารถของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนทำงานประติมากรรม บางคนทำงานจิตรกรรม บางคนทำงานสื่อมีเดีย เมื่อพวกเรามาเจอกันมันช่วยเหลือกันได้ทุกอย่าง เพราะพวกเราทุกคนไม่ได้มีความสามารถเหมือนกันหมดนี่แหละ” แล้วพวกเขาจะไส้แห้งเหมือนศิลปินหรือเปล่า (ตามคำพูดติดปาก)?!

อย่างที่รู้ว่างานศิลปะเงินมันน้อยก็ต้องช่วยกันทำไป มันต่างจากงานอีเว้นท์ที่เป็นคอมเมอร์เชียล คืองานศิลปะเป็นองค์กรที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไร มันถูกจัดขึ้นมาเพื่อการศึกษาและเมื่อจัดแสดงโชว์ก็ไม่ได้ไปขายใคร ในขณะที่งานคอมเมอร์เชียลถูกทำขึ้นมาเพื่อนำไปขายต่อ

“ก็อยู่ได้นะ เพราะพวกเราทำงานหลากหลาย แต่รับงานศิลปะเป็นหลัก บางเดือนงานเยอะมาก เพราะตอนนี้ความเข้าใจในศิลปะของคนไทยเริ่มกว้างขึ้น มีกิจกรรมและโครงการมากมาย มีพื้นที่ทางศิลปะเยอะแยะ คนทำงานศิลปะอย่างพวกเรา รวมไปถึงนักวิจารณ์ นักเขียน คนทำหนังสือ ภัณฑารักษ์จึงมีโอกาสได้แสดงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ”

ปิดทองหลังพระ คำนี้ก็น่าจะใช้อธิบายคุณลักษณะของอาชีพนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนทองที่พนักงานบริษัท Supernormal เคยปิดอยู่ในงานนิทรรศการยักษ์ใหญ่ประจำปีหลายงาน อย่าง Project Zero, Talk about love, โครงการอักขรศิลป์ “ทรงพระเจริญ”, 4th month of Photography Bangkok : Face a Faces, Bran New 09 และล่าสุดที่งานบางกอก กล๊วย กล้วย

“พวกเราทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า เวลางานออกมาดี ศิลปินจะเป็นคนที่ได้รับคำชม แต่พวกเราก็คิดว่าดี เพราะคนชมไม่ใช่ปัญหา โดนด่าสิเป็นปัญหาซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครด่านะ และด้วยความที่เป็นนักศึกษาศิลปะและชอบทำงานศิลปะ พอได้อยู่กับมันทุกวันก็มีความสุขดี”

บทความจาก
Mars magazine ฉบับที่ ประจำเดือน กรกฎาคม คอลัมน์ S People SIZE S ชื่อเรื่อง Super Handler

เรื่อง นันทรัตน์ สันติฯ ภาพ ดวงสุดา กิตติวัฒนานนท์






5.14.2009

Take Turn กาลกลับ




ประทีป สุธาทองไทย เป็นศิลปินรุ่นใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ในการสะท้อนวิธีคิด ผ่านการนำเสนอภาพลักษณ์และการรับรู้ในสิ่งที่เห็น ภายใต้กระบวนการการถ่ายภาพ การร้อยเรียง และนำเสนอเป็นมุมมองที่แตกต่าง จากการสร้างผลงานผ่าน “ฟิล์ม” ซึ่งถือเป็น หลักฐาน หรือ ต้นฉบับ ของการบันทึกสิ่งที่มีอยู่จริง โดย ศิลปินต้องการเสนอภาพ ที่มิได้มีการตกแต่งใดๆเพิ่มเติม หลายครั้งการบันทึก เรื่องราว ผ่านการถ่ายภาพ ถูกนำเสนอมาในรูปแบบที่ชัดเจน และเหมือนจริง แต่ศิลปินอยากจะเก็บสิ่งนั้นมาเล่าใหม่ เค้าจึงตั้งใจประดิษฐ์ประดอยมุมความคิดของตัวเอง ในแบบที่ซับซ้อน โดยการทดลองและค้นหาสิ่งที่มากกว่าสิ่งที่เห็น จากความเป็นมาที่ว่า "ผมหมุนไปรอบตัวเอง เดินขึ้น เดินลง และเดินไปรอบพื้นที่เดิมๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อมองหาอีกพื้นที่หนึ่งที่ซ้อนอยู่" ประทีป สร้างสรรค์งานชุดใหม่ล่าสุด ด้วยผลงานการถ่ายภาพ ในลักษณะเฉพาะตัวอีกครั้ง โดยต่อยอดมุมมอง และเทคนิค จากงานภาพถ่ายของเค้าในครั้งก่อนๆ ซึ่งแต่ละภาพจะประกอบไปด้วย ฟิล์มต้นฉบับขนาดใหญ่ หลายสิบม้วนประกอบกัน โดยจัดแสดงบนกล่องไฟ เช่น ภาพสะพาน วัด และ อัฒจันทร์ในร่ม เป็นต้น

นิทรรศการจัดแสดง ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม - 28 มิถุนายน 2552 ทุกวันพฤหัสบดี- อาทิตย์ เวลา 11.00 น - 19.00 น.

4.30.2009

Art and Cultural Festival "Bangkok...bananas!!"









สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดโปรเจ็คยักษ์


สำนักงาน ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ผนึกกำลังภาคเอกชน เดินหน้าจัดโปรเจ็คยักษ์ เทศกาลศิลปวัฒนธรรม “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!” เทศกาลศิลปวัฒนธรรมกลางกรุงเทพมหานคร ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศ รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย และนำสิ่งดีๆเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตต่างๆไปได้ด้วยดี นายอารักษ์ สังหิตกุล ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ในปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตมากมาย อาทิ ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่สู้ดีนัก สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงผลักดันโครงการ เทศกาลศิลปวัฒนธรรม “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!” ถนนสายวัฒนธรรมครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะรวมเอาศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา ดนตรี ภาพยนตร์ ประติมากรรม การแสดงพื้นบ้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมพื้นฐานของคนไทย มาพัฒนาและถ่ายทอดผ่านศิลปินชื่อดัง เพื่อปลุกฝังให้คนไทย รู้ถึงแก่นแท้ของวัฒนธรรมไทย แล้วนำวัฒนธรรม มาสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศ ให้ประจักษ์ต่อชาวโลก เทศกาลศิลปวัฒนธรรม “บางกอก...กล๊วย...กล้วย!!”(Bangkok…Bananas!!) จะจัดขึ้นในวันที่ ๓๐ เมษายน- ๑๐ พฤษภาคม กลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเสมือนถนนสายวัฒนธรรม เริ่มตั้งแต่หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน สยามดิสคัฟเวอร์รี่ ไปจนถึงหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งตลอดเส้นทางจะเต็มไปด้วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน จนถึงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

7.24.2008

More to Love: The Art of Living Together









ใจเขาใจเรา: ศิลปะเเห่งการอยู่ร่วมกัน
เทศกาลศิลปะร่วมสมัย เพื่อสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกับผู้มีเชื้อเอชไอวี More to Love: The Art of Living Together A Contemporary Art Event to Fight Stigma around HIV นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2551 / Exhibition Period: 24 July - 15 August 2008 หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย /The Art Center Chulalongkorn University หอศิลป์ตาดู /Tadu Contemporary Art PSG Art Gallery มหาวิทยาลัยศิลปากร/ PSG Art Gallery, Silpakorn University อุทยานการเรียนรู้ TK park, TK park (Thailand Knowledge Park) www.artaidsfund.org / 089 000 3738 ใจเขาใจเรา ศิลปะเเห่งการอยู่การอยู่ร่วมกัน 20 ศิลปิน อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ อริญชย์ รุ่งแจ้ง, อีริค ไวส์, เจอรัลด์ เเวน เดอร์ เเค็พ,กมล เผ่าสวัสดิ์, กฤช งามสม,ลีโอ โคเปอร์ส, มานิต ศรีวานิชภูมิ, นิพันธ์ โอฬารนิเวศน์, นัทส์ โซไซตี้และแพรคทิเคล สตูดิโอ, อ๊อตโต้ เบอร์เช็ม, ปฏิรูป ฉายชูเกียรติ, พรประเสริฐ ยามาซากิ,ปรัชญา พิณทอง, ประทีป สุธาทองไทย, โนรี ธรรมรักษ์, สุธี คุณาวิชยานนท์, ทินทิน คูเปอร์, เตยงาม คุปตะบุตร, ท็อป จ่างตระกูล ภัณฑารักษ์​ ฉัตรติยา นิตย์ผลประเสริฐ More to Love: The Art of Living together 20 Participating Artists: Amrit Chusuwan, Arin Rungjang, Erich Weiss (Belgium), Gerald Van Der Kaap (Netherlands), Kamol Phaosavasdi, Krit Ngamsom, Leo Copers (Belgium), Manit Sriwanichpoom, Nipan Oranniwesna, 
Nuts Society & Practical Studio, Otto Berchem (USA/Netherlands), Patiroop Chychookiat, Pornprasert Yamazaki, Pratchaya Phinthong, Prateep Suthathongthai, 
Noree Thammarak, Sutee Kunavichayanont, Tintin Cooper, Toeingam Guptabutra, Top Changtrakul Curated by Chattiya Nitpolprasert